Home ความรู้ การเชื่อมโยงระหว่าง Industry 4.0 ของเยอรมนี และ Thailand 4.0 ของไทย

การเชื่อมโยงระหว่าง Industry 4.0 ของเยอรมนี และ Thailand 4.0 ของไทย

by Michael
0 comment
การเชื่อมโยงระหว่าง Industry 4.0 ของเยอรมนี และ Thailand 4.0 ของไทย

1. บทนํา

รัฐบาลในหลายประเทศกําลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศของตนในการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า โดยมียุทธศาสตร์ที่สําคัญคือการนําเทคโนโลยี่และ นวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็น A Nation of Makers (สหรัฐอเมริกา) Industry 4.0 (เยอรมนี) Design of Innovation (สหราชอาณาจักร) Made in China 2025 (จีน) Industrial Value Chain (ญี่ปุ่น) Manufacturing Innovation 3.0 และ Creative Economy (เกาหลีใต้) Made in India (อินเดีย) และ Productivity (ไต้หวัน) รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้นํา Thailand 4.0 มา เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยกําลังเผชิญกับกับดักสําคัญที่ ทําให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศไปมากกว่านี้ ซึ่งกับดักดังกล่าวได้ส่งผลให้ประชาชนในประเทศมีรายได้ปาน กลาง ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ นอกจากนั้นยังมีความเหลื่อมล้ํา และความไม่สมดุล เกิดขึ้น โดยโมเดลนี้จะนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และมี วัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในอนาคต

สําหรับเยอรมนีก็เช่นกัน ได้มีการพูดถึง Industry 4.0อย่างจริงจังและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งต่อมารัฐบาลเยอรมันได้นํามาเป็นยุทธศาสตร์สําคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม ‘HighTech Strategy 2020’ เพื่อสนับสนุนให้เยอรมันรักษษความเป็นผู้นําด้านอุตสาหกรรมของโลกบนพื้นฐานของนวัตกรรม

รายงานฉบับนี้จะนําเสนอประวัติความเป็นมาโดยสังเขป รวมทั้งรายละเอียดโดยย่อของ Industry 4.0 และ Thailand 4.0 เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพโดยรวม นอกจากนี้ ประเด็นหลักที่จะนําเสนอในรายงานนี้ คือ เทคโนโลยีที่มีความสําคัญกับ Industry 4.0 รวมถึง การเชื่อมโยงระหว่าง Industry 4.0 ของเยอรมนี และ Thailand 4.0 ของไทย เนื่องจากทั้งสองแนวทางเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความสอดคล้องกันอยู่ใน หลายส่วน เพื่อจะได้สามารถนําแนวทางการพัฒนาประเทศ Industry 4.0 ของเยอรมนีมาสนับสนุนหรือใช้ ประโยชน์ในการพัฒนาThailand 4.0 ของไทยต่อไป

2. ประวัติความเป็นมาของการปฎิวัติอุตสาหกรรม และการเข้าสู่ Industry 4.0 ของเยอรมนี

2.1 ประวัติความเป็นมาของการปฎิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงในวิธีการผลิตและระบบการผลิตจากระบบ เดิม หลายปีนี้มีการพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ครั้ง ดังนี้

Industrial revolution stages from steam power to cyber physical systems, automation and internet of things

แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4 ครั้ง และความซับซ้อน/ความสามารถในการผลิต

(1) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1

เกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างเครื่องจักรไอน้ําในปี 1784 ซึ่งถูกนํามาใช้ทดแทนจาก พลังงานธรรมชาติในการผลิต โดย เจมส์ วัตต์ ได้ปรับปรุงเครื่องจักรกลไอน้ําให้ใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งเขาได้สร้าง นวัตกรรมทําให้ประสิทธิภาพการผลิตสิ่งทอเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่าจากที่เคยทําได้ นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้าง รถไฟซึ่งเป็นการพลิกโฉมด้านการคมนาคมขนส่ง และเป็นการกระตุ้นการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1

(2) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2

เกิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการพัฒนาเครื่องกําเนิดพลังงานไฟฟ้า และเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตมาเป็นระบบโรงงงาน โดยใช้พลังงานไฟฟ้าทําให้สามารถปลดปล่อยพลังการผลิตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกิดการผลิตสินค้าครั้งละจํานวนมาก โดยมีคุณภาพที่ทัดเทียมกับงาน หัตถกรรม ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีราคาไม่แพง ทําให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าอุตสาหกรรมได้ จนเกิดเป็นกระแส บริโภคนิยมกระจายไปทั่วโลก โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในปี 1913 เฮนรี่ ฟอร์ด ได้นําระบบสายพานเข้ามา ใช้ในสายการผลิตรถยนต์ ทําให้สามารถผลิตรถยนต์ได้มากถึง 15 ล้านคัน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2

(3) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อการพัฒนาด้านอิเล็กทรอนิกส์และ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology – IT) ถูกนํามาใช้ในกระบวนการผลิต มีการปรับปรุง กระบวนการผลิตและระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ การพัฒนาเครื่องจักรให้มีความสามารถในด้านความเร็ว ความเที่ยงตรง และความละเอียดแม่นยํา รวมถึงการนําเอาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการ ผลิต ระบบการผลิตสําหรับโรงงานอุตสาหกรรม 3.0 เน้นการผลิตแบบเป็นจํานวนมาก หรือ Mass Production เพื่อตอบสนองการบริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าในแต่ละหน่วยของระบบการผลิต ไม่ว่า จะเป็นเครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติ หรือซอฟท์แวร์การผลิตจะได้รับการพัฒนาให้มีความก้าวหน้า แต่ระบบ ทั้งหมดนี้ยังต้องได้รับการบริหารจัดการจากหน่วยควบคุมกลาง เราเรียกระบบนี้ว่า ระบบรวมศูนย์ หรือ Centralization ดังนั้น โรงงานในยุคนี้จะสามารถผลิตของแบบเดียวกันภายในเวลาไม่มากนัก

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

2.2 Industry 4.0 หรือ การปฎิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4

สําหรับผู้เชี่ยวชาญบางท่านอาจจะให้คําจํากัดความที่แตกต่างกันเล็กน้อย ระหว่างคําว่า “การ ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution)” และคําว่า “อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)” โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบทั้งระบบ ที่จะก่อให้เกิด ผลกระทบทาง สังคม โครงสร้างทางการปกครอง อัตลักษณ์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง เศรษฐกิจ และการผลิต แต่ Industry 4.0 จะเน้นเฉพาะในเรื่องของการผลิต (Manufacturing) เท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่ แตกต่างกันสําหรับศัพท์เทคนิคของ 2 คํานี้ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะมีขอบเขตรายละเอียดที่ใหญ่ และครอบคลุมกว่าเท่านั้น

“อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)” ได้ถูกนํามากล่าวถึงอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ.2554 ในงาน Hannover Fair ต่อมาในเดือนตุลาคม ปี 2555 คณะทํางาน Industry 4.0 Workgroups ได้เสนอแนวคิดและ การประยุกต์ใช้ Industry 4.0 ให้กับรัฐบาลกลางของเยอรมนี คณะทํางานฯ กลุ่มนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้อยู่ เบื้องหลัง และผู้ผลักดัน ให้นโยบาย Industry 4.0 เกิดขึ้นจริงในประเทศเยอรมนี

เมื่อปี 2013 เยอรมนีได้ประกาศนโยบาย “Industrie 4.0” ให้เป็นนโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติของ ประเทศ ซึ่งมีแนวคิดว่าโลกจะก้าวเข้าสู่ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ภายใน 20 ปีข้างหน้า ก่อนหน้าที่ เยอรมนีจะเริ่มขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว การริเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีสาเหตุมาจากภาคอุตสาหกรรมใน ยุโรปประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และต้องการดึงฐานการผลิตที่ไปลงทุนยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีน กลับมายังยุโรปโดยใช้แนวทาง “Factory of the Future (FoF)” คือ ต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัย รักษา สิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2008 โดยทาง เยอรมนีเองก็ได้นําแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจนประสบความสําเร็จดีในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเยอรมนีจึงได้ ประกาศนโยบาย “Industry 4.0” ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบ “Mass Customization” คือ สินค้าทุกอย่างจะยังคงเข้าถึงง่าย ราคาไม่สูงเกินไปนัก แต่จะตอบสนองต่อรสนิยมและ ความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ ผลิต การเชื่อมโยงวัตถุดิบจากผู้ผลิต เชื่อมโยงการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า ตลอดจนการตรวจสอบสินค้าย้อนกลับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

Industry 4.0 หรืออาจจะนับว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ จะเป็นการบูรณาการโลกของการผลิตเข้ากับการ เชื่อมต่อทางเครือข่ายในรูปแบบ Internet of Things (IoT) ทุกหน่วยของระบบการผลิต ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ระบบเหล่านี้จะถูกติดตั้งระบบเครือข่ายเพื่อให้ สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันอย่างอิสระ เพื่อการจัดการกระบวนการผลิตทั้งหมด อีกหนึ่ง เทคโนโลยีที่มีความสําคัญกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่จะขาดเสียมิได้ คือ Cyber-Physical Systems (CPS) เป็นเทคโนโลยีที่จะผสมผสานโลกดิจิตอลเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง และ Cyber-Physical Production Systems (CPPS) ซึ่งเป็นระบบที่จะประสานความสามารถของเทคโนโลยีการผลิตเข้ากับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทําให้โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ระบบโลจิสติกส์ และลูกค้าสามารถติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตได้แบบ Real-Time เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การประมวลผล และเก็บข้อมูลจะทําผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Cloud Computing

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

Hostway Thailand Enterprise Cloudการประมวลผลและเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (Cloud Computing)

จุดเด่นของ Industry 4.0 คือ การทําให้เครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ตจึงสามารถแชร์ข้อมูลข่าวสารถึงกันหมด รวมทั้งสามารถใช้ทรัพยากรบางส่วนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและลดความผิดพลาดในการทํางานเนื่องจากแชร์ข้อมูลเดียวกัน การปฏิวัติ อุตสาหกรรมครั้งใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่เป็นการควบคุมโดยส่วนกลาง (Centralization) มาเป็นระบบที่ไม่รวมศูนย์ (Decentralization) โดยแต่ละหน่วยของระบบการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร หุ่นยนต์ หรืออุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ มีความสามารถในการรับรู้ (Recognition) การวิเคราะห์ (Diagnosis) การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) และการกําหนดรูปแบบ (Configuration) ด้วยตัวเอง ดังนั้น โรงงานในยุค Industry 4.0 จะสามารถผลิตของหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ ละรายเป็นจํานวนมากในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้กระบวนการผลิตที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี ดิจิตอลครบวงจรแบบ “โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)” อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของการผลิตใน Industry 4.0 คือ สามารถผลิตได้เป็นจํานวนมาก (Mass Production) และยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จํากัด หรือแม้แต่การผลิตงานที่หนึ่งล็อตมีงานเพียงหนึ่งชิ้น (One-off Production) ก็ไม่ทําให้ประสิทธิภาพของการ ผลิตลดลงเลย

3. ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับสําคัญ คือ

(1) Thailand 1.0 การพัฒนาประเทศบนฐานรายได้ภาคเกษตรกรรมและหัตถกรรมเป็นหลัก ใช้จุดแข็งของ ประเทศคือทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ประชากรมีรายได้ค่อนข้างต่ํา

(2) Thailand 2.0 การพัฒนาประเทศโดยเน้นอุตสาหกรรมเบา เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน ราคาถูก มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น สามารถเรียกได้ว่าเป็นยุคอุตสาหกรรม (Industrialization) ทําให้ยกระดับรายได้ประชากรมาเป็นรายได้ปานกลาง

(3) Thailand 3.0 การพัฒนาประเทศโดยใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน เร่งรัดการผลิตเพื่อเป็นการ ส่งเสริมการส่งออก เน้นการลงทุนและการนําเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เศรษฐกิจขยายตัวมากอย่าง ต่อเนื่อง ยุคนี้เป็นยุคของโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ประเทศไทยได้เผชิญกับดักและยังไม่สามารถก้าวพ้นทั้ง 3 กับดัก คือ กับดักประเทศรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ํา กับดักความไม่สมดุล

(4) Thailand 4.0 เนื่องจากการที่ประเทศไทยเผชิญกับกับดักในช่วงการพัฒนาประเทศ Thailand 3.0 รัฐบาล จึงได้ประกาศยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ซึ่งจะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยเน้นการใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะนําไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy)” เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทําน้อย ได้มาก”

Thailand 4.0 สามารถทําได้โดยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติ คือ

(1) เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม

(2) เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิด สร้างสรรค์ และนวัตกรรม

(3) เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

Thailand 4.0Thailand 4.0

Thailand 4.0 จะเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบใน 4 องค์ประกอบสําคัญ คือ

(1) เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการ บริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรจะร่ํารวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบ ผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

(2) เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง

(3) เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ําไปสู่ High Value Services

(4) เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ําไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

Thailand 4.0 จึงเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่ด้วยการ แปลงความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ ความหลากหลายในเชิงชีวภาพ และความ หลากหลายในเชิงวัฒนธรรม ให้เป็นความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิด สร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดความได้เปรียบเชิง เปรียบเทียบเป็น “5 กลุ่มเทคโนโลยี่และอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 จะสร้างความั่งคั่ง ความมั่นคง และความยั่งยืน และจะสามารถนําให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งภายในปี 2032

กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยทั้ง 5 กลุ่ม ตามแนวทางการพัฒนาตามนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่ง จะเป็นแพลทฟอร์มในการสร้าง New Startup ได้ มีดังนี้

(1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) เช่น

– Application สําหรับเกษตรกร

– อุตสาหกรรมเมล็ดพันธ์ การพัฒนาพันธุ์พีชผลทางการเกษตรให้มีประโยชน์และมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีวิตามินและสารที่มีประโยชน์กับร่างกาย พันธุ์ข้าวที่ทนน้ําท่วม

– อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น เครื่องปลูกข้าว เครื่องควบคุมการให้น้ํา

– เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech)

– เทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) เช่น เครื่องมือแปรรูป Smart Packaging สําหรับอาหาร

(2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health Wellness & Bio-Med) เช่น

– เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เช่น การผลิตอาหารเสริม การพัฒนาอาหารเสริมสําหรับผู้ป่วย เฉพาะโรค

– เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) เช่น การพัฒนาชีววัตถุ/วัคซีน

– การพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพร

– Ageing Industry เช่น การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) Online Hospital

– หุ่นยนต์และเครื่องมือผ่าตัดด้านการแพทย์ เช่น การผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้ดูแลผู้สูงอายุ

– การใช้วิทยาการทางคอมพิวเตอร์แทนสัตว์ในงานวิจัยในอุตสาหกรรมเครื่องสําอาง

(3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechanotics) เช่น

– เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) การพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อช่วยทํางานเฉพาะอย่าง เช่น งานดูแล ผู้สูงอายุ งานทําความสะอาด งานนวด รวมทั้งอาจมีการพัฒนาออกแบบหุ่นยนต์ให้มีรูปลักษณ์ที่เป็นมิตรมาก ขึ้น

– การพัฒนาระบบอัตโนมัติ แขนกล หุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ในกระบวนการ ผลิต ซึ่งมีความเที่ยงตรง แม่นยํา และรวดเร็วมากขึ้น

(4) กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ และบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมอง กลฝังตัว (Digital, Internet of Things, Artificial Intelligence & Embedded Technology) เช่น

– อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (Internet of Things – IoT) เข่น Device & System

– เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech)

– เทคโนโลยีด้านการศึกษา (Edtech)

– อี-มาร์เก็ตเพลซ (E-Marketplace)

– อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce)

– การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เช่น Artificial Intelligence

– ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security)

(5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services) เช่น

– เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech)

– ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business)

– เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech)

– การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing)

Thailand 4.0 จึงเป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลักที่ต้นน้ํา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม เป้าหมายที่อยู่กลางน้ําและ Startup ที่อยู่ปลายน้ํา โดยใช้พลังประชารัฐในการขับเคลื่อนผนึกกําลังของทุกภาค ส่วนของประเทศ ทั้งภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย โดยเน้นตามความ ถนัดและจุดเด่นของแต่ละองค์กร และมีภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน

4. เทคโนโลยีที่มีความสําคัญกับ Industry 4.0

แนวคิด Industry 4.0 นี้ จะเป็นการบูรณาการโลกของการผลิตเข้ากับการเชื่อมต่อทางเครือข่ายใน รูปแบบ Internet of Things (IoT) ซึ่งจะทําให้กระบวนการผลิตสินค้าเชื่อมกับเทคโนโลยีดิจิตอล หรือ แม้กระทั่งทําให้ตัวสินค้าเองเชื่อมกับเทคโนโลยีดิจิตอล เช่น การมีระบบป้อนข้อมูลให้เครื่องจักรสามารถผลิต สิ่งของตามแต่การสั่ง (ออนไลน์) จากผู้บริโภคโดยตรง การใส่ตัวส่งข้อมูลในเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อประมวลสถิติการ ใช้และแจ้ง (โดยอัตโนมัติ) กลับไปยังโรงงานเมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิค การใช้คอมพิวเตอร์จิ๋วกินได้ (ขนาดเท่า ยาเม็ด) ให้ผู้บริโภคกลืนเข้าไปเพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพในร่างกาย ฯลฯ Industry 4.0 ยังเป็นแนวคิดที่ใหม่มาก หลายอย่างยังอยู่ในช่วงทดลอง วิจัยและพัฒนา แต่ก็เป็นแนวคิดที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงในเกือบทุก วงการ ตั้งแต่แนวทางการบริโภคสินค้าของคนทั่วไป ไปจนถึงแนวทางการรักษาทางการแพทย์

การเปลี่ยนแปลงทางด้านหลักของ Industry 4.0 จะประกอบด้วยส่วนสําคัญ 2 ส่วน คือ

(1) ด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และระบบควบคุม ต่าง ๆ (2) ด้านซอฟท์แวร์ (Software) คือ Internet of Things (IoT) และ Cyber-Physical Production Systems (CPPS) จะทําให้เกิดข้อมูลในระบบการผลิตขึ้นอย่างมหาศาลซึ่งจําเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการ (Big data Analytics)

เทคโนโลยีของ Industry 4.0 ส่วนใหญ่ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพียงแต่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ และผสมผสานให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบรับกับ Industry 4.0 ได้ เทคโนโลยีที่มีความสําคัญและมี บทบาทกับ Industry 4.0 มีองค์ประกอบ 9 ด้าน ดังนี้ (1) หุ่นยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Robots) เพื่อช่วยในการผลิต

(2) การสร้างแบบจําลอง (Simulation) เช่น การพิมพ์แบบ 3 มิติเสมือนจริง

(3) การบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (System Integration)

(4) การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของสื่งของ (Internet of Things – IoT)

(5) การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Cyber Security)

(6) การประมวลผลและเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (Cloud Computing)

(7) การทําวัตถุ 3 มิติ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี 3D Printing และ Additive Manufacturing โดยเทคโนโลยีนี้เป็น กระบวนการทําวัตถุ 3 มิติ Additive Manufacturing เป็นการเพิ่มวัตถุดิบทีละชั้นเพื่อให้ได้ชิ้นงาน แทน วิธีการผลิตเดิมที่ใช้การสกัดวัตถุดิบจากภายนอกให้ออกมาเป็นชิ้นงาน ซึ่งวิธีการนี้จะทําให้ประหยัดวัตถุดิบได้ มากกว่า เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบที่เสียไป ส่วนเทคโนโลยี 3D Printing จะเป็นการผลิตตามคําสั่ง จึงไม่ต้องมีการ เก็บสินค้าคงคลัง การทํางานของ Additive Manufacturing (AM) จะคล้ายเครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) ใช้การเติมวัตถุดิบเข้าไปหลอมเหลว วัตถุดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบแบบผง เช่น พลาสติก เซรามิกส์ โลหะ สแตนเลส ไทเทเนียม เป็นต้น เครื่องพิมพ์จะหลอมเหลววัตถุ และอาศัยการเชื่อมต่อกันของของเหลวแต่ละชั้น บาง ๆ เพื่อก่อขึ้นมาเป็นรูปตามคําสั่ง กระบวนการ 3D Printing จึงสามารถขึ้นงานที่มีความซับซ้อนและมี ความถูกต้องสูง

Adidas 4D

3D Printing และ Additive Manufacturing

(8) เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนโดยผ่านอุปกรณ์ ต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ 3 มิติ เครื่องเล่นเกมส์ สมาร์ทโฟน

AR เทคโนโลยี

(9) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โลกในอนาคตจะเป็นโลกของข้อมูลขนาดใหญ่และซับซ้อนที่เชื่อมต่อกันหมด ดังนั้น การบันทึกและการจัดเก็บ การค้นหา การแบ่งปัน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่จะนําไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ จะมีประโยชน์และความสําคัญมหาศาล เช่น ระบบจะสามารถตรวจพบการเสื่อมสภาพของ เครื่องจักรที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตาและแจ้งให้ทราบโดยอัตโนมัติ 

5. ตัวอย่างของอุตสาหกรรมอาหารที่ควรปรับตัวเพื่อรองรับกับ Industry 4.0เพื่อให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0

(ที่มา: การวิเคราะห์โดย นริศร์ธร ตุลาผล ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์)

Industry 4.0 เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งอุตสาหกรรม อาหารไม่ควรมองข้าม เนื่องจากในอนาคตรูปแบบทางธุรกิจแบบนี้ที่สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภค อาหารที่มีความเฉพาะเจาะจงและหลากหลายมากขึ้นของผู้บริโภค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารปลายน้ําจะ ได้เปรียบสูงสุด เนื่องจากมีความใกล้ชิดและได้รับข้อมูลโดยตรงจากผู้บริโภค ซึ่งสามารถนํามาวิเคราะห์ต่อยอด ร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ คือ หนึ่งในธุรกิจปลายน้ําของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ใน ตลาดโลกอย่าง Amazon, Tesco และ Wal-Mart หรือแม้แต่ในประเทศไทย เช่น Big-C, Central Online และ Tops ต่างให้ความสําคัญกับการให้บริการหน้าร้านออนไลน์มากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากการลงทุนนั้นต่ํา กว่าการขยายสาขามาก อีกทั้งยังสามารถเก็บข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ของผู้บริโภค เช่น อายุ รายได้ ประเภทสินค้าที่สั่งบ่อย ซึ่งจะสามารถนําไปใช้พัฒนาการให้บริการที่มีความแตกต่างหรือมีคุณภาพที่ดีขึ้น เช่น Tesco ที่ เกาหลีใต้ได้สร้างร้านค้าปลีกเสมือนจริง (Virtual Shop) ที่มีบริการสั่งซื้อสินค้าและส่งถึงบ้านได้โดยไม่ต้อง เดินทางไปซื้อที่ร้านค้าปลีกจริง

รูปแบบธุรกิจอาหารใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมปลายน้ํา รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผล ให้ธุรกิจต้นน้ํา และกลางน้ําต้องปรับตัว ตัวอย่างเช่น การพลิกโฉมธุรกิจอาหารในอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ ในครัวอย่าง Moley Robotics ที่สามารถทําอาหารได้ตามที่ผู้บริโภคต้องการผ่านทางหน้าจอประมวลผลที่ แสดงให้เห็นถึงหน้าตาอาหาร และโภชนาการที่จะได้รับผ่านการอัพโหลดสูตรอาหาร วิธีการทํา หรือแม้แต่ เรียนรู้การทําอาหารที่เฉพาะเจาะจงของผู้บริโภคแต่ละคนผ่านการลอกเลียนแบบพฤติกรรมการทําอาหารของ ผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้เล่นระดับกลางน้ํา เช่น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ส่วนประกอบอาหารหรือเครื่องปรุงรสต่าง ๆ จําเป็นต้องปรับตัวโดยนําชิปข้อมูลที่สามารถสื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์หรือกับอุปกรณ์ครัวอัจฉริยะอื่น ๆ ได้ มาวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารให้มีความทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้มีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมกับ ตนเองมากขึ้นด้วย

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมต้นน้ําจําเป็นต้อง มีการลงทุนเพื่อยกระดับและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องตามไปด้วย เช่น ผู้ผลิตผักเกษตรอินทรีย์ (Organics) จําเป็นต้องลงทุนเพื่อเชื่อมต่อการทํางานของระบบกําจัดสารเคมี อุปกรณ์ตรวจจับความชื้นของ พื้นที่เพาะปลูก อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพแร่ธาตุในดิน เครี่องหยอดเมล็ดผักหลากหลายชนิดให้ได้ผลผลิตสูงสุด อีกทั้งยังต้องสามารถติดตามการบริหารสินค้าคงคลัง และคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคผ่านทางข้อมูล จากธุรกิจอาหารปลายน้ํา เพื่อให้สามารถปลูกและจัดส่งผักเกษตรอินทรีย์ที่สดใหม่ถึงชั้นวางสินค้าในร้านค้า ปลีกสมัยใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการเน่าเสียของผักจากการสํารองสินค้าที่มากเกินไปแล้ว ยัง สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้รักสุขภาพอีกด้วย

อย่างไรก็ดี การเข้าสู่ Industry 4.0 ของอุตสาหกรรมอาหารนั้นจําเป็นต้องคํานึงถึงความสมดุล ระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมกับอัตลักษณ์รสชาติอาหาร ไทยสู่สินค้าและบริการ เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีความสลับซับซ้อนกว่าอุตสาหกรรมอื่นในหลายๆ ด้าน ทั้งรูปแบบสินค้า การนําเสนอ รสชาติอาหาร หรือแม้แต่การให้บริการที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความคิด สร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมย่อมไม่ได้หมายถึงแค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงรูปแบบการนําเสนอที่ ทําให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการบริโภค เช่น การนําเครื่องพิมพ์อาหาร 3 มิติเข้ามาทดแทนแรงงานฝีมือที่ ทําหน้าที่แกะสลักอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลาและความประณีตบรรจงอย่างมาก เพื่อให้ใช้เวลาในการผลิตต่อชิ้นงาน ที่สั้นลง มีความสม่ําเสมอของคุณภาพมากขึ้น ก่อนส่งต่อให้เชฟปรุงรสชาติอาหารและตกแต่งเพิ่มเติมก่อนเสิร์ฟ ให้กับผู้บริโภค หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์แบบนาโนเทคโนโลยีที่สามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอาหารตามสีของ บรรจุภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคทานอาหารที่เน่าเสียแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภค สามารถบริหารจัดการกับวัตถุดิบหรืออาหารที่ใกล้หมดอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการลงทุนเพื่อ สร้างธุรกิจอัจฉริยะเหล่านี้เป็นเรื่องที่จําเป็น และไม่อาจมองข้ามได้ในยุค Industry 4.0 เพื่อสร้างความ ได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปลายน้ํามีแนวโน้มเข้าสู่ยุค 4.0 ก่อนผู้ประกอบการในส่วนอื่น เนื่องจาก มีความใกล้ชิดกับข้อมูลของผู้บริโภค ซึ่งสามารถนํามาวิเคราะห์ต่อยอดร่วมกับผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อ ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในอนาคตการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการทุกระดับในห่วง โซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยเติบโตได้อย่าง ยั่งยืน

6. เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมของเยอรมนีที่มีความโดดเด่นสําหรับ Industry 4.0

หน่วยงาน หรือ สถาบันวิจัยของเยอรมนีที่มีบทบาทและความรับผิดชอบที่สําคัญ ได้แก่

Fraunhofer เป็นสถาบันวิจัยที่มีความสําคัญและมีชื่อเสียงมาก รับผิดชอบในการวิจัยเทคโนโลยีประยุกต์เพื่อ ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ Fraunhofer มีอยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศเยอรมนี แต่ ละแห่งจะทํางานวิจัยในหัวข้อที่แตกต่างกันไป และมักจะทําการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา

acatech (Deutsche Akademie der Technikwissenschaften หรือ The National Academy of Science and Engineering) เป็นหน่วยงานอิสระไม่แสวงหาผลกําไร จะสนับสนุนเรื่องการกําหนดนโยบาย

DFKI (Deutsches Forschungszentrum für Künstliche Intelligenz หรือ The German Research Center for Artificial Intelligence) จะทํางานวิจัยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เยอรมนีมีความโดดเด่น ซึ่งอาจจะสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับกลุ่ม เทคโนโลยีใหม่ของไทย อาทิเช่น

– โรงงานอัจฉริยะ (Smart factory)

การพัฒนา Cyber-Physical Production Systems (CPPS) ซึ่งเป็นระบบที่จะประสานความสามารถ ของเทคโนโลยีการผลิตเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทําให้โรงงานสามารถส่งข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและ คุณภาพของกระบวนการผลิตแบบ Real-Time การจัดการเวลาและต้นทุนการผลิตก็สามารถทําได้จนมี ประสิทธิภาพมากกว่ากระบวนการผลิตแบบเดิม รวมทั้งระบบอัตโนมัติชั้นสูงซึ่งจะกลายเป็นเครื่องจักร มาตรฐานในโรงงานอัจฉริยะ ระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่นสูงทําให้สามารถตอบสนองต่อเงื่อนไขและสภาพ การผลิตแบบ Real-Time และสามารถใช้ประโยชน์ได้จากทรัพยากรทุกด้านได้เต็มที่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ประโยชน์ของโรงงานอัจฉริยะยังรวมถึงการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิต (Optimization) ด้วยตนเอง โรงงานอัจฉริยะสามารถกําหนดและระบุกิจกรรมเงื่อนไขและกําหนดทางเลือก สภาพแวดล้อมของ การผลิต รวมทั้งสามารถติดต่อสื่อสารกับหน่วยอื่น ๆ แบบไร้สายได้อย่างอิสระ สามารถตรวจสอบและปรับปรุง กระบวนการผลิตสินค้าให้กับลูกค้าแต่ละรายโดยคํานึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น เวลา ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งและ ค่าโลจิสติกส์ การรักษาความปลอดภัย เป็นต้น จึงเป็นระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด การผลิต สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับทรัพยากรบุคคลหรือจํานวนพนักงาน โดยเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติจะมี ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการทํางานให้เหมาะสมกับจํานวนคนและทักษะของคน

โรงงานอัจฉริยะของบริษัท Siemens ณ เมืองอัมแบร์ก (Amberg)

บริษัท Siemens บริษัทยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ได้เริ่มเดินหน้าโรงงานอัจฉริยะ โดยใช้โรงงาน อิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองอัมแบร์ก (Amberg) ในแคว้นบาวาเรียเพื่อผลิต Simatic Progrmmable Logic Controls (PLCs) ซึ่งจะถูกใช้ในระบบอุปกรณ์การผลิตอัตโนมัติในโรงงานต่าง ๆ ตั้งแต่ โรงงานผลิตรถยนต์ไปจนถึงโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองอัมแบร์ก ซีเมนส์ เองก็ใช้เครื่อง PLCs ในการผลิตเครื่อง PLC นอกจากนี้ซีเมนส์ก็ยังผลิตซอฟท์แวร์เพื่อใช้ควบคุมระบบการผลิต ดังกล่าว และขายให้กับลูกค้าของซีเมนส์ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายต่าง ๆ

มีการบันทึกสถิติว่า โรงงานในเมืองอัมแบร์กที่ใช้ระบบอัตโนมัติและดิจิตอลสามารถลดความผิดพลาด ในกระบวนการผลิตจากเดิมที่เกิดขึ้น 500 ครั้งต่อการทํางาน 1 ล้านครั้ง ให้เหลือเพียง 11 ครั้งเท่านั้น ซึ่ง หมายถึงว่าโรงงานนี้มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงถึงร้อยละ 99.9988

– เครื่องจักรกลอัจฉริยะ (Smart Machine)

เครื่องจักรกลสําหรับอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านการทํางานด้วย ตนเอง ความยืดหยุ่น และการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการผลิต ความสามารถในการตรวจสอบตัวเองและการ พยากรณ์จะทําให้เครื่องจักรกลอัจฉริยะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากการผลิตโดยการได้รับข้อมูลจากเครื่องวัด 3 มิติ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือเครื่อง CMM (Coordinate Measuring Machine) เป็นเครื่องมือวัดละเอียดที่ สามารถวัดชิ้นงานที่มีรูปร่างสลับซับซ้อนด้วยเครื่องเพียงเครื่องเดียว ทําให้เครื่องจักรสามารถปรับเงื่อนไขการ ทํางานเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งเครื่องจักรในอนาคตจะมีโปรแกรมสําหรับตรวจสอบและ ดูแลสภาพเครื่องจักร เพื่อช่วยยืดอายุการทํางาน ซึ่งข้อมูลของสภาพเครื่องจักรจะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการ วางแผนการผลิตและประเมินศักยภาพโดยรวมของระบบการผลิต รวมทั้งทําให้ฝ่ายซ่อมบํารุงสามารถปรับ แผนการบํารุงรักษาและกําหนดรอบของการบํารุงรักษาที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้เวลาที่เครื่องจักรสามารถทํางาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ได้สูงสุดเพิ่มมากขึ้น

– เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) และระบบอัตโนมัติ (Automation)

เนื่องจากความต้องการสินค้าของลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันจํานวนการผลิตต่อ ครั้งก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้น ระบบอัตโนมัติสําหรับ Industry 4.0 ควรจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่ง หมายความว่าระบบอัตโนมัติจะต้องได้รับการควบคุมจากอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Sensors) เพื่อให้มัน สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และกําหนดรูปแบบการทํางานได้ด้วยตนเอง

หุ่นยนต์ YuMi ของบริษัท ABB ที่ทํางานร่วมกับมนุษย์

สําหรับหุ่นยนต์ในโรงงาน Industry 4.0 จะต้องได้รับการพัฒนาให้มีประโยชน์หลากหลายมาก กว่าเดิม โดยจะมีการทํางานเป็นเอกเทศมากขึ้น มีความยืดหยุ่นในการทํางานสูง นอกจากนี้ยังจะต้องมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหุ่นยนต์ด้วยกัน รวมทั้งสามารถทํางานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เช่น หุ่นยนต์ YuMi ของบริษัท ABB ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยนั่ง ทํางานเคียงข้างพนักงานที่เป็นมนุษย์ โดยมีอุปกรณ์ตรวจจับ และหน่วยควบคุมระดับไฮเอนด์ เช่น ระบบ Computer Vision ทําให้หุ่นยนต์สามารถจดจําอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างแม่นยํา และสามารถป้องกันการ ปะทะกับคนหรือสิ่งของทําให้การทํางานมีความปลอดภัยสูง

– เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือนโดยผ่านอุปกรณ์ ต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ 3 มิติ เครื่องเล่นเกมส์ สมาร์ทโฟน

– เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตร

– เทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) การแปรรูปอาหาร Smart Packaging

– การแพทย์ทางไกล (Telemedicine)

– เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เช่น การผลิตอาหารเสริม การพัฒนาอาหารเสริมสําหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค

– เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech)

– อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (Internet of Things – IoT)

– เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech)

– เทคโนโลยีด้านการศึกษา (Edtech)

7. ปัจจัยที่มีผลกระทบ ความท้าทาย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ Industry 4.0 และ Thailand 4.0

ปัจจัยที่มีผลกระทบ ความท้าทาย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ Industry 4.0 และ Thailand 4.0 ที่ควรจะต้องตระหนัก และหาทางพัฒนาให้ดีขึ้น หรือหาทางป้องกัน มีดังนี้

– รูปแบบของธุรกิจและบริการจะเกิดขึ้นใหม่จํานวนมาก (New Services and Business Models)

– ความปลอดภัยในเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security)

– ความมั่นใจและความเสถียร (Reliability and Stability) เพราะจะเป็นการติดต่อกันเองระหว่างเครื่องจักร ไปสู่เครื่องจักร (Machine-to-machine – M2M)

– ความปลอดภัยในเครื่องจักร (Machine Safety)

– การบูรณาการในกระบวนการผลิต (Integration of production processes)

– การเชื่อมต่อเป็นเน็ตเวิร์คและกระบวนการผลิตจะเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเองอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การ พัฒนาและกําหนดมาตรฐานต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันจะเป็นเรื่องที่สําคัญ

– จะต้องผลิตได้สมบูรณ์แบบ

– จะต้องหลีกเลี่ยงปัญหาด้าน IT เพราะจะทําให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

– จะต้องป้องกันองค์ความรู้ทางอุตสาหกรรม (Knowhow) รั่วไหล

– การขาดทักษะความชํานาญของแรงงานที่ไม่สามารถเร่งผลิตให้ทัน แรงงานที่มีการศึกษาและมีทักษะที่ เหมาะสมจะเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์

– การสูญเสียตําแหน่งงานจํานวนมาก โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างที่ไม่ได้รับการศึกษามากนัก เนื่องจากการใช้ ระบบอัตโนมัติและกระบวนการควบคุมจะกระทําผ่าน IT

– ค่าใช้จ่ายทางด้าน IT ที่จะเพิ่มขึ้นมหาศาล

– ผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือขององค์กรไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง

– มีบทความจํานวนมากที่คาดว่า Industry 4.0 อาจจะเป็นประโยชน์กับประเทศที่กําลังพัฒนา เช่น อินเดีย

– การผลิตสินค้าจะให้ความสําคัญกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจของลูกค้า และคุณค่าของลูกค้า แล้วจึงทําการจัดการองค์กรและทรัพยากรเพื่อให้สามารถผลิตสิ่งนั้นได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และประหยัดต้นทุน

8. บทสรุป

(1) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่เป็นการควบคุมโดยส่วนกลางแบบ รวมศูนย์ (Centralization) มาเป็นระบบที่ไม่รวมศูนย์ (Decentralization) โดยแต่ละหน่วยของระบบการ ผลิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร หุ่นยนต์ หรืออุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ มีความสามารถในการรับรู้ (Recognition) การวิเคราะห์ (Diagnosis) การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) และการกําหนดรูปแบบ (Configuration) ด้วยตัวเอง

(2) จุดเด่นของ Industry 4.0 คือ การทําให้เครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ต ทําให้สามารถส่ง แบ่งปันข่าวสารถึงกัน รวมทั้งสามารถใช้ทรัพยากรบางส่วนร่วมกัน

(3) รูปแบบการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ Thailand 4.0 เป็นการนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามา ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จึงสามารถนําแนวทางการพัฒนาประเทศ Industry 4.0 ของเยอรมนีมา สนับสนุน หรือใช้ประโยชน์ในการพัฒนา ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยกัน

(4) Mega Trends ซึ่งก็คือกระแสการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม และ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น

– การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในชีวิตประจําวัน

– การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Big Data อันจะสร้างข้อมูลพื้นฐาน และข้อมูลเชิงพฤติกรรม

– การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง เข่น ห้างสรรพสินค้าแบบเสมือนจริง

– Sensorization of Things เป็นการใช้เทคโนโลยีที่สามารถรับรู้ความรู้สึกของคน เช่น ใช้ตาเลื่อน หน้าจอ ใช้หน้ามนุษย์ในการชําระเงิน ใช้เสียงในการสั่งงาน เป็นต้น

– คําว่า “Green” จะถูกทดแทนด้วย “Smart”

(5) แนวโน้มทางเทคโนโลยี (Technology Trends)

– การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) ซึ่งเป็นยุค Zettabyte era โลกดิจิทัล เป็นโลกของการแข่งขันด้วยข้อมูล ซึ่งศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จะเป็นเรื่องจําเป็น

– การเชื่อมต่อของสรรพสิ่ง (Internet of Things – IoT)

– การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing & Additive Manufacturing)

– หุ่นยนต์ โดยหุ่นยนต์จะมีราคาถูกลงเหลือเพียง 1,500 – 5,000 ยูโร เช่น หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงวัย หุ่นยนต์ทํางานบ้าน หุ่นยนต์ช่วยสอน หุ่นยนต์ผ่าตัด หุ่นยนต์ทําความสะอาดกระจกของตึกระฟ้า Nanobots ที่จะนํายาไปรักษาโรคเฉพาะจุด

– การประมวลผลและเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (Cloud Computing)

– ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) – เทคโนโลยีเสมือนจริง

(6) โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ซึ่งเป็นโรงงานในยุค Industry 4.0 จะสามารถผลิตของหลากหลาย รูปแบบแตกต่างกันตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ละรายเป็นจํานวนมากในเวลาที่รวดเร็ว

(7) สําหรับยุค Thailand 4.0 การพัฒนาประเทศจะนําไปสู่ Smart Industry + Smart City + Smart People

9. ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ

(1) การที่จะทําให้นโยบาย Thailand 4.0 ประสบผลสําเร็จได้นั้น จะต้องเป็นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและ จะต้องเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างหลายภาคส่วนทั้งภายในประเทศเองและระหว่างประเทศไทย และเยอรมนีโดยใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน ทั้งในด้านการศึกษาวิจัยจาก มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนภาคการเงินและธนาคาร ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศตาม นโยบาย Thailand 4.0 มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องสนับสนุน และส่งเสริมการศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะกับอัตลักษณ์ของประเทศ และสามารถต่อยอดเพื่อนํามาใช้ประโยชน์กับภาค การผลิตและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง และเป็นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เหมาะสมกับบริบท และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทย สามารถลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ไปสู่ผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในสังคมอย่างค่อนข้างเท่าเทียม โดยอาจใช้จุดแข็งของอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมนีในด้าน ที่เกี่ยวข้องมาเป็นตัวช่วยเสริม และนํามาประยุกต์ให้เหมาะสมเพื่อที่จะสามารถขายในตลาดโลก โดยเฉพาะใน ประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

(2) อุตสาหกรรมการผลิตแบบใหม่ที่นํานวัตกรรมและองค์ความรู้มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Value-Based Economy) ของไทยเป็นกระแสของโลกที่ไทยไม่สามารถปฎิเสธได้ ภาครัฐจึงต้องผลักดันนโยบายดิจิตอลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมเพื่อที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกด้านเข้าสู่ความเป็นดิจิตอล และจําเป็นจะต้อง เน้นการขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่ว ประเทศ ส่งเสริมพัฒนาความรู้และธุรกิจด้าน E-Commerce, E-Documents และ E-Learning เพื่อจะเป็น การวางรากฐานที่สําคัญเพื่อให้ไทยก้าวเป็นผู้นําเศรษฐกิจดิจิตอลในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ กลไกภาครัฐ ใน อดีตที่ผ่านมาโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐมีความซับซ้อน และไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน อีกทั้งขั้นตอน การดําเนินการยังคงยึดตามกฎระเบียบและกติกาเดิมที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาครัฐจึงควรจะต้องเตรียมวางแผนระยะสั้นและระยะยาว ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนพัฒนา บุคลากรที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

(3) แรงงานที่ต้องการในอนาคตจะต้องเป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีความชํานาญ และมีความรู้เชิงเทคนิค เนื่องจาก แรงงานไร้ฝีมือจํานวนหนึ่งจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ เป็นต้น ปัญหาหนึ่งที่มีความสําคัญมาก และส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ การขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องจักรกล และระบบอัตโนมัติ การพัฒนาเทคโนโลยีสร้างเครื่องจักรเพื่อการผลิต ซึ่งมิใช่วิศวกรรมเครื่องกลที่มีการเรียน การสอนอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ผลิตบุคลากรที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิต ปัญหา และจุดอ่อนในสองประเด็นนี้สามารถแก้ไขและปรับปรุงได้ ถ้าได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี นอกจากนี้ เยอรมนียังสามารถให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนาประเทศตามแนวทาง Thailand 4.0 เช่น การพัฒนา Startup โครงการวิจัยร่วมโดยเน้นการวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ การแลกเปลี่ยนอาจารย์มหาวิทยาลัย และนักวิจัย เป็นต้น โดยเยอรมนีจะได้รับประโยชน์จากการที่จะสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ที่พัฒนาประเทศสอดคล้องกับแนวทาง Industry 4.0 ซึ่งจะช่วยเสริมภาคการผลิตของ เยอรมนีในอนาคต

(4) ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกขึ้น เนื่องจากระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการทําธุรกิจจะต้องมี หลักทรัพย์ในการค้ําประกัน และยังมีกําหนดระยะเวลาในการชําระคืนที่ชัดเจน นอกจากนี้ SMEs ได้มีการแบ่ง ขนาดโดยใช้ทุนจดทะเบียนและจํานวนพนักงานในองค์กร เงินทุนในการดําเนินธุรกิจจึงถูกจํากัดด้วยเงื่อนไข ตามข้อกําหนดของธนาคาร ปัญหานี้ควรจะต้องได้รับการแก้ไข ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลให้การพัฒนาไม่ก้าวหน้า เท่าที่ควร

(5) ไทยควรจะปรับหรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กําลังพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ไทย ซึ่งจะส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดในสินค้าหลักของไทยที่มีคุณภาพ หรือสินค้าที่เป็น Niche Market โดย สามารถรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนของเยอรมันเพื่อใช้พิจารณาเป็นแนวทางในการ พัฒนาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

(6) สําหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารทั้งห่วงโซ่อุปทาน ควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความแข็งแกร่งสําหรับการแข่งขันในยุค 4.0 โดยผู้ประกอบการใน ธุรกิจอาหารปลายน้ําควรเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ รวมถึงต้องเรียนรู้การ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นร่วมกันกับผู้เล่นอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคที่ได้รับ แบบ Real-Time จากร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตอาหารสามารถวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวยังช่วยเอื้อให้ การบริหารร้านค้าปลีกซึ่งต้องการความต่อเนื่องของจัดส่งสินค้าได้รับประโยชน์ตามไปด้วย ดังนั้น การสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการทุกระดับในห่วงโซ่อุปทานและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ ทันสมัย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถเติบโตได้ อย่างยั่งยืนในอนาคต

(7) Bricks and Clicks (ตั้งแต่ปี 2015) การค้าปลีกสําหรับยุคใหม่ เช่น ร้านเสมือนจริง (Vitual Stores) ร้านที่ มีการโต้ตอบอัตโนมัติ (Interactive Stores) Hypermarket Online เช่น Alibaba การค้าปลีกออนไลน์ทั่ว โลกจะเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยจึงควรปรับตัวเพื่อรองรับกับแนวโน้มของการค้าของโลกในอนาคต เช่น Tesco ที่ เกาหลีใต้ได้สร้างร้านค้าปลีกเสมือนจริง (Virtual Shop) ที่มีบริการสั่งซื้อสินค้าและส่งถึงบ้านได้โดยไม่ต้อง เดินทางไปซื้อที่ร้านค้าปลีกจริง

(8) ในอนาคตอาจเห็นการต่อยอดของธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาการให้บริการที่ดีขึ้น เช่น Hologram หรือ Augmented Reality (AR) ผ่านทางหน้าจออุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือ Vitualized Screen ที่ สามารถแสดงให้เห็นข้อมูลของสินค้าแบบ 3 มิติ เริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก หรือการจัดหาวัตถุดิบ สู่กระบวนการผลิต ก่อนจะจัดส่งถึงมือผู้บริโภค หรือแม้แต่การสร้างระบบข้อมูลอัจฉริยะที่สามารถแนะนําเมนูอาหาร และ โภชนาการผ่านความต้องการของผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงได้โดยผู้เชี่ยวชาญออนไลน์

(9) นวัตกรรมสู่ความเป็นศูนย์ เช่น อาคารที่ไม่ปล่อยของเสียออกมาเลย รถยนต์ที่ไม่ปล่อยก๊าซพิษ โรงงานที่ ไม่ปล่อยมลภาวะ

(10) การปฏิวัติพลิกโฉมของอุตสาหกรรมของโลกครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากประเทศไทยมีนักพัฒนาซอฟท์แวร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ไม่น้อย ดังนั้นหากเรา มีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 และรักษาสถานะการเป็นประเทศผู้ผลิตที่สําคัญของภูมิภาคของโลกไว้ได้ รวมทั้งนําประเทศขับเคลื่อน สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในที่สุด

(11) การเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลิตของโลกและประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยควรจะต้องดําเนินการพัฒนาด้าน ต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควรจะทําเพื่อให้รายได้ รวมทั้ง มาตรฐานการดํารงชีวิตของประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และควรจะสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องของความ พอเพียง มิใช่เป็นการนํามาใช้เพื่อส่งเสริมความละโมบของมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การจะนําเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในสังคมไทยก็ควรจะต้องนําเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อให้ประเทศไทยยังคงสามารถรักษา เอกลักษณ์ รวมทั้งอัตลักษณ์ที่ดีหลายอย่างในสังคมไทยเอาไว้ โดยไม่ควรละทิ้งสิ่งเหล่านี้ เช่น ความมีน้ําใจ ความโอบอ้อมอารี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งจะแสดงออกผ่านการให้บริการและการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งคง เป็นไปได้ยากหรือไม่สามารถทดแทนได้โดยหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ หรือเครื่องจักรที่ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี ชั้นสูง เทคโนโลยีสมัยใหม่อาจจะนํามาซึ่งความสะดวกสบายของมวลมนุษยชาติมากยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ก็สามารถทําลายรากเหง้าบางอย่างที่สําคัญในสังคมไปโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน


สรุปแบรนด์เยอรมันในทุกอุตสาหกรรมในปี 2018


50 แบรนด์ที่มีค่ามากที่สุด | บริษัท ในประเทศเยอรมนีในปี 2018

ขอบคุณรูปภาพและเนื้อหาจาก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

longtunman

Consultancy


SOCIETY 5.0 คืออะไร

Society 5.0 คืออะไร

THAILAND 4.0 คืออะไร

Thailand 4.0 คืออะไร

You may also like

Leave a Comment